Perfil de MoaeNEVER RETREATFotosBlogListasMás Herramientas Ayuda

Blog


15 noviembre

“ของขวัญจากช่างสำราญ”

รอแม่นะ...แม่ซื้อบ้านได้เมื่อไหร่ จะมารับหนูไปอยู่ด้วย อย่าดื้อล่ะ

แม่เอามือลูบหัวฉัน พร้อมกับเอามือข้างเดียวกันนั้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบเงินจำนวนหนึ่งส่งให้พี่เลี้ยงเด็ก แล้วเดินหันหลังจากไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ไม่ว่าฉันจะแหกปากร้องเรียกแม่...แทบขาดใจ

ยัยพี่เลี้ยงรวบตัวฉันมากอดแน่น จนหายใจไม่ออก ฉันพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดนรกนั่น ใช้เล็บจิกเข้าตรงเนื้อแขนที่โอบฉันไว้ เมื่อหลุดมาได้ ฉันร้องไห้จ้า วิ่งเท้าเปล่าไปที่ประตูรั้วของสถานรับเลี้ยงเด็ก เกาะลูกกรงริมรั้วสะอื้นฮักๆจนตัวโยน มองรถแท็กซี่ที่พาแม่หายลับไป

ฉันไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่าทิ้งตัวลงบนพื้นซีเมนต์ ดิ้นเร่าๆ ร้องหาแม่ แผดเสียงร้องไห้งอแงดังไปทั่วบริเวณ ยัยพี่เลี้ยงโรคจิตเดินเข้ามากระชากแขนให้ลุกขึ้น แต่ฉันยังขัดขืนด้วยฤทธิ์ของเด็กดื้อ

จึงถูกฝ่ามือพี่เลี้ยงนรก ฟาดเข้าที่กลางหลังดังพลั่ก ฉันหยุดกึก กลืนก้อนสะอื้นลงในคอ เหลือเพียงเสียงฟืดฟาดของน้ำหูน้ำตาที่ไหลพราก เดินตามพี่เลี้ยงต้อยๆเข้าไปในอาคาร แต่ไม่วายเหลียวกลับไปมองยังประตูรั้วอีกครั้ง ด้วยหวังว่าแม่จะย้อนกลับมา................

 

เมื่อมีคนถามฉันว่า ทำไมถึงชอบช่างสำราญ นวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2546

ภาพของฉันในวันวานจะผุดขึ้นแทนคำตอบทุกครั้งไป

ด้วยไม่ใช่เพราะมีรางวัลการันตี ที่ทำให้ควักเงินซื้อมาอ่าน  หากแต่ กำพล ช่างสำราญ เด็กชายวัยห้าขวบที่เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ ได้ดึงฉันเข้าสู่โลกของความว้าเหว่ อ้างว้าง จากการทิ้งขว้างของผู้เป็นพ่อแม่

            ช่างสำราญ นามสกุลของกำพล ช่างห่างไกลกับสภาพชีวิตความเป็นจริง เหมือนขาวกับดำ ชีวิตที่เว้าแหว่งเหมือนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ความโหยหิวท้องกิ่วอย่างทรมาน เป็นปราการที่หนักหนาและสาหัสเกินกว่าเด็กห้าขวบจะต้องเผชิญ หาได้สำราญดังนามสกุลไม่

            การรอคอยของเด็กห้าขวบ กับสัญญาลมปากของผู้เป็นพ่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง

วันแล้ววันเล่าที่หนูน้อยถูกทิ้งให้อยู่กับความหวังลมๆแล้งๆ ว่าพ่อจะมารับกลับไปอยู่ด้วย

ไม่ต่างจากตุ๊กตาเก่าๆที่เจ้าของไม่ต้องการ ถูกขว้างใส่ห้องเก็บของหรือกองขยะ           

            เดือนวาด พิมวนา ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ กำพล ช่างสำราญ ได้อย่างสะเทือนอารมณ์ แฝงความไร้เดียงสาของเด็ก ให้ผู้อ่านต้องยิ้มทั้งน้ำตาไปกับหลายๆตอน และยังฉายภาพสังคมของคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องปากกัดตีนถีบ ชุมชนห้องแถวที่ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าแสง

ตัวละครอย่าง นายชง นางหมอน ไอ้อ้น ไอ้จั๊ว ลุงดำ และป้าทองใบ เหมือนเป็นกระจกสะท้อนชีวิตจริงของหลายๆคน คราใดที่ฉันเปิดช่างสำราญขึ้นอ่าน เหมือนพวกเขาเหล่านั้น ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ เอะอะโวยวาย อยู่รอบกายฉัน 

            ว่ากันว่า หนังสือก็คือเงาของคนอ่าน หากเป็นเช่นนั้น กำพล ช่างสำราญ ก็ไม่ต่างจากเงาของฉันสักเท่าไหร่

ตอนเป็นเด็ก ฉันเฝ้าใฝ่ฝันนับวันเวลา รอคอยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หัวใจดวงน้อยๆเต็มไปด้วยคำถาม ภาพความฝันในวัยเยาว์มักสวยสดงดงามเสมอ.............

หากเมื่อโตขึ้น... ฉันกลับโหยหาวันเวลาแห่งอดีต และอาวรณ์ต่อสายน้ำที่ไหลผ่าน คำถามไร้เดียงสาในหัวใจเริ่มหมดไป ทิ้งไว้เพียงคำตอบที่บอบช้ำ และภาพฝันที่เคยงดงามกลับบุบเบลอ...

แล้วการอ่าน ก็พาฉันกลับเข้าสู่โลกของจินตนาการ และประกอบเศษความฝันที่เคยแหลกสลายในความเป็นจริง ให้กลับเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง

มีหลายอย่างในช่างสำราญ ที่ทำให้หัวใจฉันอมยิ้ม แม้กำพลจะถูกทอดทิ้ง เร่ร่อนนอนตามบ้านคนอื่น สุดแต่คืนไหนใครจะหยิบยื่นความอารีให้ แต่โชคก็ยังเข้าข้างกำพลอยู่บ้าง

ในความอ้างว้าง........... กำพลยังมีเพื่อนอย่างประสิทธิ์

และในความมืดมิด........กำพลก็ยังมีแสงไฟจากร้านนายชง

ภาพเด็กจนๆในสลัม ก็ใช่เลวร้ายเสมอไป แม้เสื้อผ้าจะเก่ามอมเปื้อนฝุ่น แต่ยิ้มซื่อๆตาใสๆและหัวใจของเด็กก็สะอาดเสมอ ทำเอาเผลอรักเด็ก (แม้ไม่ใช่นางสาวไทย)

ช่างสำราญ ไม่เพียงทำให้ฉันมองเห็นเงาของตัวเอง แต่ยังทำให้ฉันเห็นเงาของคนอื่นๆ

ฉันเคยโกรธเกลียดและชิงชังผู้ใหญ่บางคนที่ทำให้เด็กมีแผลเป็น แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ความชิงชังดูจะเจือจางบางลงไปเหลือไว้แค่รอยแผล

ฉันได้เข้าใจว่า ทุกคนต่างมีทางที่ตีบตัน อยู่ในสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ และบางคราวต้องจำนนต่อหนทางที่ตัวเอง ไม่ได้เลือก

            ความเชื่อมั่นศรัทธาในความดีของฉัน หล่นหายไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้

แต่ถูกเรียกคืนกลับมา ด้วยการมองเห็นโลกของคนอื่น เงาของคนอื่น จาก ช่างสำราญ

...........................................................................................................