Moae's profileNEVER RETREATPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
NEVER RETREATDO NOT HARM OTHERS UNNECESSARILY December 09 เขียนเป็นเล่มกับนายอินทร์อวอร์ด
“ฉันมา ฉันเห็น ฉันรู้สึก” สองเท้า ก้าวย่าง ห่างบ้านมา สองมือ ไขว่คว้า ล่าความฝัน สองตา ทอดไกล ใฝ่แสงจันทร์ เฝ้ารอ ละอองฝัน ตกตะกอน ต่างคน ต่างทาง และต่างที่ แต่ต่างมี ใจรัก ในอักษร โชคชะตา นำพา ให้แรมรอน แบ่งมื้อ แบ่งหมอน นอนรวมกัน
.........................................................................
นครกลวง เมืองหลวง ลวงหลอกข้า เมฆลวงตา ฟ้าลวงฝัน จันทร์ลวงแสง ล่อให้ข้า คว้าไขว่ จนไร้แรง ในสังคม ที่แก่งแย่ง แข่งขันกัน หลบลี้ หนีไกล จากเมืองบ้า ดั้นด้นมา ยังป่าเปลี่ยว เพื่อเกี่ยวฝัน เมฆเปิดตา ฟ้าเปิดใจ ให้แสงจันทร์ ภาพเมืองหมอก หลอกฉัน พลันหายไป
เป็นกวีนิพนธ์ ที่แต่งขึ้นเองชิ้นแรก ทั้งๆที่ไม่เคยคิดว่าเราจะเขียนกวีกับเขาได้ แต่ ไพวรินทร์ ขาวงาม ผู้เขียน “ม้าก้านกล้วย” ซีไรต์ ปี 2538 ได้วิจารณ์ไว้ว่าดีมาก เลยรู้สึกอยากจะพยายามเพิ่มขึ้น ยังทำให้เรารู้ว่า อย่าระเริงกับคำสรรเสริญเยินยอ และอย่าหวั่นไหวไปกับคำพูดของคนบางคน หรือบางกลุ่ม หัวข้อที่ให้คือ “ฉันมา ฉันเห็น ฉันรู้สึก” ทีแรกฟิตจัด อยากเขียนเรื่องสั้นให้พี่ประชาคม ลุนาชัย ได้อ่านด้วย แต่สรุปแล้ว คืนนั้นก็จมอยู่กับงานกวีสองบทนี้ นั่งเขียนคนเดียว มีเพียงต้นไม้ใหญ่โอบล้อม และหมาสี่ห้าตัวในสวนนอนขดอยู่ใต้โต๊ะ ที่ริมน้ำบ้านสวนสาลิกา เงียบ สงบ หนาว เย็น อบอุ่น ประทับใจจริงๆ “ไม้ดัด”
แม่จ๋า รู้ไหมว่า ฉันนั้นหา ใช่ไม้ดัด หมายมั่น หั่นแต่งตัด เอาลวดยัด ดัดตามใจ ดัดฉัน เป็นเช่นนก พอใบดก แม่ตัดใหม่ เล็มก้าน และลิดใบ เป็นเช่นไม้ ไร้ชีวา ดัดฉัน เป็นเช่นหงส์ ตกแต่งตรง ทรงสง่า ไม้หรู มีราคา แต่วิญญา หาไม่เจอ
.........................................................................
December 03 Dream onเอาล่ะเว้ย! ทีกูแล้ว กูจะเกิดแล้วโว้ย
.....................................
"เป็นนักเขียน รุ่นใหม่ เป็นไม่ยาก แต่ถ้าอยาก ล้ำลึก ต้องฝึกฝน เพื่อนว่าห่วย ว่าแย่ แต่ต้องทน เขียนไปจน กว่าฟ้า จะเห็นใจ ฝันให้ไกล แล้วไป ให้ถึงฝัน เหนื่อยช่างมัน ห้ามสั่น ห้ามหวั่นไหว เพื่อนดูถูก ทุกวัน ปล่อยมันไป ได้รวมเล่ม วันไหน ไปเย้ยคืน" November 15 “ของขวัญจากช่างสำราญ”“รอแม่นะ...แม่ซื้อบ้านได้เมื่อไหร่ จะมารับหนูไปอยู่ด้วย อย่าดื้อล่ะ” แม่เอามือลูบหัวฉัน พร้อมกับเอามือข้างเดียวกันนั้นปาดน้ำตาที่ไหลลงมาอาบแก้ม ก่อนเปิดกระเป๋าสตางค์ หยิบเงินจำนวนหนึ่งส่งให้พี่เลี้ยงเด็ก แล้วเดินหันหลังจากไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง ไม่ว่าฉันจะแหกปากร้องเรียกแม่...แทบขาดใจ ยัยพี่เลี้ยงรวบตัวฉันมากอดแน่น จนหายใจไม่ออก ฉันพยายามดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดนรกนั่น ใช้เล็บจิกเข้าตรงเนื้อแขนที่โอบฉันไว้ เมื่อหลุดมาได้ ฉันร้องไห้จ้า วิ่งเท้าเปล่าไปที่ประตูรั้วของสถานรับเลี้ยงเด็ก เกาะลูกกรงริมรั้วสะอื้นฮักๆจนตัวโยน มองรถแท็กซี่ที่พาแม่หายลับไป ฉันไม่รู้จะทำอะไรได้ดีไปกว่าทิ้งตัวลงบนพื้นซีเมนต์ ดิ้นเร่าๆ ร้องหาแม่ แผดเสียงร้องไห้งอแงดังไปทั่วบริเวณ ยัยพี่เลี้ยงโรคจิตเดินเข้ามากระชากแขนให้ลุกขึ้น แต่ฉันยังขัดขืนด้วยฤทธิ์ของเด็กดื้อ จึงถูกฝ่ามือพี่เลี้ยงนรก ฟาดเข้าที่กลางหลังดังพลั่ก ฉันหยุดกึก กลืนก้อนสะอื้นลงในคอ เหลือเพียงเสียงฟืดฟาดของน้ำหูน้ำตาที่ไหลพราก เดินตามพี่เลี้ยงต้อยๆเข้าไปในอาคาร แต่ไม่วายเหลียวกลับไปมองยังประตูรั้วอีกครั้ง ด้วยหวังว่าแม่จะย้อนกลับมา................
เมื่อมีคนถามฉันว่า “ทำไมถึงชอบช่างสำราญ” นวนิยายรางวัลซีไรต์ปี 2546 ภาพของฉันในวันวานจะผุดขึ้นแทนคำตอบทุกครั้งไป ด้วยไม่ใช่เพราะมีรางวัลการันตี ที่ทำให้ควักเงินซื้อมาอ่าน หากแต่ “กำพล ช่างสำราญ” เด็กชายวัยห้าขวบที่เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าห้องแถวคุณแม่ทองจันทร์ ได้ดึงฉันเข้าสู่โลกของความว้าเหว่ อ้างว้าง จากการทิ้งขว้างของผู้เป็นพ่อแม่ “ช่างสำราญ” นามสกุลของกำพล ช่างห่างไกลกับสภาพชีวิตความเป็นจริง เหมือนขาวกับดำ ชีวิตที่เว้าแหว่งเหมือนเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ความโหยหิวท้องกิ่วอย่างทรมาน เป็นปราการที่หนักหนาและสาหัสเกินกว่าเด็กห้าขวบจะต้องเผชิญ หาได้สำราญดังนามสกุลไม่ การรอคอยของเด็กห้าขวบ กับสัญญาลมปากของผู้เป็นพ่อ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง วันแล้ววันเล่าที่หนูน้อยถูกทิ้งให้อยู่กับความหวังลมๆแล้งๆ ว่าพ่อจะมารับกลับไปอยู่ด้วย ไม่ต่างจากตุ๊กตาเก่าๆที่เจ้าของไม่ต้องการ ถูกขว้างใส่ห้องเก็บของหรือกองขยะ เดือนวาด พิมวนา ผู้เขียนได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ กำพล ช่างสำราญ ได้อย่างสะเทือนอารมณ์ แฝงความไร้เดียงสาของเด็ก ให้ผู้อ่านต้องยิ้มทั้งน้ำตาไปกับหลายๆตอน และยังฉายภาพสังคมของคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องปากกัดตีนถีบ ชุมชนห้องแถวที่ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าแสง ตัวละครอย่าง นายชง นางหมอน ไอ้อ้น ไอ้จั๊ว ลุงดำ และป้าทองใบ เหมือนเป็นกระจกสะท้อนชีวิตจริงของหลายๆคน คราใดที่ฉันเปิดช่างสำราญขึ้นอ่าน เหมือนพวกเขาเหล่านั้น ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ เอะอะโวยวาย อยู่รอบกายฉัน ว่ากันว่า “หนังสือก็คือเงาของคนอ่าน” หากเป็นเช่นนั้น กำพล ช่างสำราญ ก็ไม่ต่างจากเงาของฉันสักเท่าไหร่ ตอนเป็นเด็ก ฉันเฝ้าใฝ่ฝันนับวันเวลา รอคอยที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หัวใจดวงน้อยๆเต็มไปด้วยคำถาม ภาพความฝันในวัยเยาว์มักสวยสดงดงามเสมอ............. หากเมื่อโตขึ้น... ฉันกลับโหยหาวันเวลาแห่งอดีต และอาวรณ์ต่อสายน้ำที่ไหลผ่าน คำถามไร้เดียงสาในหัวใจเริ่มหมดไป ทิ้งไว้เพียงคำตอบที่บอบช้ำ และภาพฝันที่เคยงดงามกลับบุบเบลอ... แล้วการอ่าน ก็พาฉันกลับเข้าสู่โลกของจินตนาการ และประกอบเศษความฝันที่เคยแหลกสลายในความเป็นจริง ให้กลับเป็นภาพที่สมบูรณ์ขึ้นอีกครั้ง มีหลายอย่างในช่างสำราญ ที่ทำให้หัวใจฉันอมยิ้ม แม้กำพลจะถูกทอดทิ้ง เร่ร่อนนอนตามบ้านคนอื่น สุดแต่คืนไหนใครจะหยิบยื่นความอารีให้ แต่โชคก็ยังเข้าข้างกำพลอยู่บ้าง ในความอ้างว้าง........... กำพลยังมีเพื่อนอย่างประสิทธิ์ และในความมืดมิด........กำพลก็ยังมีแสงไฟจากร้านนายชง ภาพเด็กจนๆในสลัม ก็ใช่เลวร้ายเสมอไป แม้เสื้อผ้าจะเก่ามอมเปื้อนฝุ่น แต่ยิ้มซื่อๆตาใสๆและหัวใจของเด็กก็สะอาดเสมอ ทำเอาเผลอรักเด็ก (แม้ไม่ใช่นางสาวไทย) “ช่างสำราญ” ไม่เพียงทำให้ฉันมองเห็นเงาของตัวเอง แต่ยังทำให้ฉันเห็นเงาของคนอื่นๆ ฉันเคยโกรธเกลียดและชิงชังผู้ใหญ่บางคนที่ทำให้เด็กมีแผลเป็น แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ ความชิงชังดูจะเจือจางบางลงไปเหลือไว้แค่รอยแผล ฉันได้เข้าใจว่า ทุกคนต่างมีทางที่ตีบตัน อยู่ในสถานการณ์ที่ “เลือกไม่ได้” และบางคราวต้องจำนนต่อหนทางที่ตัวเอง “ไม่ได้เลือก” ความเชื่อมั่นศรัทธาในความดีของฉัน หล่นหายไปนานเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ แต่ถูกเรียกคืนกลับมา ด้วยการมองเห็นโลกของคนอื่น เงาของคนอื่น จาก “ช่างสำราญ” ........................................................................................................... October 31 ความเจ็บปวดของกัตจังสงสารกัตจัง คงจะทรมานมาก ผอมสุดๆ แต่ก็รอดตายมได้แล้ว รอลุ้นว่าพรุ่งนี้จะมีใครมาบริจาคเลือดให้กัตจังไหม แง.... กัตจังอดทนอีกนิดนะ อุตสาห์พ้นวิกฤตมาได้ ตอนนี้กัตจังผอมมาก
เฮ้อ ส่วนเจ้าเบนนี่ก็แข็งแรงดี วิ่งซนทั้งวัน วันนี้มันมาเกาะหลังเราตอนที่เรากะลังดูสายน้ำเกลือให้กัตจัง น่าร๊ากกกที่สุด
สุดท้ายนี้................
ดีใจว้อย เอาไขมันออกไปจากตัวได้หกกิโล สะใจจริงๆ October 30 กัตจัง....อย่าเป็นอะไรไปนะรู้สึกแย่มาก ไม่ได้เข้าบ้านพี่นิคอาทิตย์นึง เช้านี้ เจอกัตจังนอนนิ่ง ไม่ไหวติง กลิ่นตัวเหม็นมาก มีหนองไหลออกจากปาก เกรอะกรังไปด้วยคราบเลือด เขย่าตัวมันไม่รู้สึก พออุ้มขึ้นก็ไม่กระดิก คิดว่ามันตายแล้ว รีบวิ่งไปปลุกพี่นิค แหกปากราวกับบ้านไฟไหม้ จนกัตจังผงกหัว เราถึงรู้ว่ามันยังไม่ตาย เอารถออก พาไปโรงพยาบาล เข้าห้องฉุกเฉิน หมอให้น้ำเกลือ บอกว่ากัตจังช็อคเพราะขาดน้ำ และไตวาย ค่าของเสียในเลือดสูงมาก ค่าไตก็ขึ้น อุณหภูมิร่างกายต่ำ ตอบสนองช้า อ้าปาก ตาเหลือก หมอให้นอนบนแผ่นความร้อน แล้วให้อาหารทางสายน้ำเกลือ ฉีดยาลดกรด เรานั่งเฝ้าตลอด กัตจังพยายามลุกขึ้น แต่แรงมันไม่มี ล้มแผละ เราลูบหัวให้มัน มันพยายามกระดิกหางตอบ ทั้งๆที่ไม่มีแรง ตาปรือมาก เราขอให้หมอรับแอดมิน แต่กรงเต็ม เคสฉุกเฉินเยอะมาก แล้วกัตจังก็ทำท่าจะไม่รอด หมอเลยให้กลับมาดูที่บ้าน เมื่อเย็นเราเปิดอาหาร มันทำจมูกฟุตฟิต เพราะยังไม่กินไรมาทั้งวัน เราบดอาหารแล้วใส่สลิงจะฉีดเข้าปาก พอมันอ้าปากจะกิน เท่านั้นแหละ มันก็อ้วกออกมาเป็นน้ำเหลืองๆ เยอะมาก เราสงสารมันอ่ะ มัรคงทรมานมาก สายตามันบอกว่าไม่ไหวแล้ว เราก็ปล่อยให้มันนอนในกรง มันหายใจแผ่วมาก ขอให้มีปาติหารย์ ขอให้กัตจังฟื้น เราไม่อยากให้มันตาย แง รู้สึกผิด ที่มัวแต่ทำงาน ไม่ได้เข้าไปดูมันในบ้าน ปกติกัตจังจะเป็นแมวนิ่งๆ วันๆก็นั่งที่เดิมอย่อย่างนั้น คนที่บ้านเลยไม่ผิดสังเกตอะไร เรารู้สึกแย่ ที่มัวแต่ทำงาน ไม่ได้เข้าไปดูมัน ปกติกลางวันจะอยู่ที่บ้าน กลางคืนก็นอนคอนโด นี่ไม่เข้าบ้านอาทิตย์นึง ขอปาติหารย์ ช่วยกัตจังทีเถิด
|
|||||||||||||||
|
|